[VD] Hei 02 : 'ใจ'

posted on 21 Jan 2012 09:00 by blackie
 

 

HEI

02: ‘ใจ’

 

0.

ทุกครั้งที่แต่งหน้าให้กับหลงจู๊

            ...หญารู้สึกเหมือนกำลังสวมหน้ากากใบหนึ่งให้เขา

                ยิ่งไร้ตำหนิมาก  ก็ยิ่งไม่เหมือนคนมาก

                ถึงแม้ไม่ได้เป็นการแต่งแต้มด้วยสารพัดสีสันเหมือนการแต่งหน้าสตรี  แต่เป็นการแต่งเพื่อปิดบังร่องรอยบกพร่องบนผิว  ใบหน้าแท้จริงของเขาก็ยังคงถูกปิดซ่อนใต้เครื่องสำอางอยู่ดี

                ไม่ใช่เพียงใบหน้า  แม้แต่ความรู้สึกในดวงตาของเขาก็ดูราวจะถูกปิดซ่อนไปด้วย

                ไม่ว่าหญิงสาวจะพยายามแค่ไหน  ความรู้สึกในดวงตาของเขาก็เร้นหายไปเสียทุกครั้ง

 

                บนพื้นขาวเรียบปราศจากตำหนิ  นัยน์ตาสีดำเข้มยิ่งเข้มจัด  กระด้าง

                ไร้ตำหนิ  ไร้อารมณ์

                ไม่ทราบว่าจะเรียกเป็น ‘ความงาม’ ได้หรือไม่

                .

                .

                .

 

1.

เฮยมองเด็กสาวตรงหน้า

            เขายังคงมองอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งเธอสืบเท้าเข้ามาหา

                สะโพกของเธอส่ายไหว  เรือนร่างอรชรราวกิ่งหลิวต้องลม  นาน ๆ ครั้ง  จึงจะเห็นปลายรองเท้าที่ปักสวยงามโผล่พ้นกระโปรงยาว…

                “หลงจู๊จำผมได้ไหม”  ชายผู้มากับเธอถอดหมวก  เผยศีรษะที่มีเส้นผมสีดอกเลา  ยามพูด  หยาดเหงื่อเหนือริมฝีปากสะท้อนประกายวับวาว

                “คุณหวู”

                เฮยจำได้  คนแซ่หวูเป็นคนสนิทของเถ้าแก่ใหญ่คนก่อน  หลังผลัดตัวเถ้าแก่ใหญ่เขาก็หายหน้าไป  เช่นเดียวกับคนของโรงรับจำนำรายอื่น ๆ ที่ไม่สนับสนุนเถ้าแก่ใหญ่คนปัจจุบัน

                “ที่ผมมาวันนี้  ก็เพื่อเยี่ยมเยียนหลงจู๊โดยเฉพาะ”  หวูยิ้มกว้าง  “ขอให้กิจการเจริญรุ่งเรืองนะครับ”

                “ขอบคุณคุณหวู”  เฮยตอบ  ไม่ลุกจากตั่งยาว  “คุณลงไปชั้นล่าง  พักดื่มกินให้หายเหนื่อยก่อน  สักครู่จะตามลงไป”

                หวูไม่ขยับ  ตาเหลือบมองหญิงสาวในชุดยาวสีม่วงอ่อนที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลังหลงจู๊เป็นระยะ  เมื่อถูกมอง  หญิงสาวล่าถอยไป  เธอตั้งใจจะออกจากห้อง  แต่แล้วก็ต้องหยุดเมื่อนายของเธอยกมือห้าม

                ขณะนี้  ภายในห้องตีราคาของโรงรับจำนำมีคนเพียงสี่คน  คือหลงจู๊  หญิงสาวข้างกายเขา  และอาคันตุกะอีกสองคน  กลิ่นหอมจากกระถางเผาเครื่องหอมหยกแทรกซึมอยู่ในทุกอณูอากาศ  โอบกอดทุกคนในห้องไว้อย่างนุ่มนวล

                เฮยให้ความสนใจกับเด็กสาวเป็นพิเศษ  เธอสวยทีเดียว  แต่สวยปนโศก  ไม่สดใสอย่างที่เด็กสาววัยนี้ควรเป็น...

                “มาเยี่ยมทั้งทีก็ต้องมีของกำนัล”  หวูเอ่ย  มองตามสายตาเฮย  “เธอเป็นของขวัญที่ผมตกแต่งอย่างตั้งใจ  เพื่อคุณโดยเฉพาะ”

                เฮยเพียงแต่ทอดตามอง  ไม่ตอบอะไร

                “สี่ปีก่อน  คุณเคยชมว่าเธอเป็นเด็กสวย”  หวูดันแผ่นหลังเด็กสาว  ทำให้เธอขยับเข้าใกล้ตั่งมากขึ้น

                “อ้อ  ลูกสาวคนเล็ก...”  เขาจำได้แล้ว  เด็กสาวคนนี้คือลูกสาวคนสุดท้องของคนแซ่หวู

                “ใช่  ผิงเฟย  ดอกไม้น้อยที่ผมภาคภูมิใจ  ผมขอมอบเธอเป็นของกำนัลแด่คุณ”

                หวูผิงเฟยก้าวเข้ามาอีกสองก้าว  ยกชายกระโปรงขึ้น  เผยให้เฮยเห็นเท้าทั้งคู่ของเธออย่างชัดเจน  มันเล็กอูมราวกับดอกบัวที่ตูมเต่ง  เล็กอย่างผิดปกติ  ขนาดของเท้าแต่ละข้างไม่น่าจะเกินสี่นิ้ว

                “ดอกไม้ที่สมบูรณ์อย่างนี้  หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”  หวูยิ้มแย้ม  “ผมกล้าพูดว่าเธอมีค่าควรเมือง

                “เท้าคู่นี้ของเธอมีค่ามากจริง ๆ”  เฮยพยักหน้า  ขยับนิ้วเล็กน้อย  คล้ายกำลังคำนวณด้วยลูกคิดล่องหน

                “เท้าของเธอ...”  หญิงในชุดม่วงหลุดปากสอดคำ

                “เท้าดอกบัวทองคำ  ข้างละสามนิ้ว  ไม่ขาดไม่เกิน”

                สีหน้าของหลงจู๊ไม่เปลี่ยน  แต่สีหน้าของผู้ถามเปลี่ยนไปแล้ว  หากก็เป็นเพียงชั่วขณะ  ก่อนที่ความสงบนิ่งจะกลับคืนมาฉาบเคลือบอีกครั้ง

                ใครบ้างไม่รู้  แท้จริงแล้ว  คนแซ่หวูตระเตรียมสาวน้อยผู้นี้ไว้เป็นของกำนัลแด่เถ้าแก่ใหญ่คนก่อน  หากแต่ของกำนัลยังไม่ทัน ‘พร้อม’  อำนาจกลับเปลี่ยนไปอยู่ในมือผู้อื่นแล้ว

                “เฮย  คุณจะรับไว้ไหม”

                ช่วงนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป  อิทธิพลของเถ้าแก่ใหญ่คนก่อนไม่พอคุ้มหัวผู้ภักดี  หากพวกเขายังไม่รีบเปลี่ยนข้างก็อาจถูกกำจัดได้

                ...การจะเข้าหาเถ้าแก่ใหญ่คนปัจจุบันโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้  แต่หากมีชื่อของหลงจู๊หรือบุคลากรชั้นสูงขององค์กรนิรนามสักคนสลักหลัง  นั่นก็เป็นอีกเรื่อง  เมื่อคนมีอำนาจคุ้มหัว  อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าจะไม่ตายทันที  เมื่อไม่ตายทันที  ก็ย่อมมีทางปีนป่ายกลับสู่ตำแหน่งเดิม

                คนแซ่หวูส่งยิ้มให้เฮย  “ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่  งานนี้มีแต่ได้ไม่มีเสีย  ของกำนัลนี้  คุณ...”

                เขากล่าวไม่จบ  เนื่องจากเฮยลุกจากตั่ง  กล่าวเพียงสองคำ

                “ไม่รับ”

 

2.

คราบเลือดบนพื้นยังไม่แห้งดี

            แต่ร่างเจ้าของเลือดถูกกำจัดไปแล้ว

                หญายืนซึมเซาอยู่ข้างรอยเลือด  แผ่นหลังเล็กบางยังคงตรงแน่ว  แต่สีหน้าอ่อนระโหย  เธอพบเห็นความตายมาก็มาก  แต่มีไม่กี่ครั้งที่สะเทือนใจถึงขั้นนี้

                ในสายตาบุรุษ  สตรีเป็นอะไรกันแน่

                ไม่มีประโยชน์แล้วก็กำจัดทิ้งไปเหมือนขยะชิ้นหนึ่ง  อย่างนั้นน่ะหรือ

                “คุณหญาคะ”

                เจ้าหน้าที่โรงรับจำนำเอ่ยเป็นเชิงขออนุญาต  ก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องตีราคา  และเริ่มลงมือทำความสะอาดพื้นโดยไม่พูดไม่จา

                พวกเธอถูกฝึกให้เก็บความรู้สึกและเก็บคำพูด  หากแสดงออกมากเกินไป  พูดมากเกินไป  นั่นอาจหมายถึงชีวิตต้องหลุดลอย

                หญายืนมองเธอทำความสะอาด  คราบเลือดถูกน้ำชะเจือจาง  และถูกซับหายไปในผืนผ้าสีเข้ม

 

3.

“หลงจู๊คะ...”

            หญาเอ่ยได้เพียงเท่านั้น  อีกฝ่ายตัดคำของเธอด้วยสายตา

                “มากับฉัน”

                “ค่ะ”

                เที่ยงคืนตรง  ขณะเดินตามเจ้านายออกจากเขตโรงรับจำนำ  ใจของหญายังวนเวียนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นยามบ่าย  แม้ขณะที่สารถีพารถแล่นออกจากเขตไชน่าทาวน์  เธอก็ยังคงคิดถึงเรื่องนี้

                ภายในรถ  หลงจู๊ไม่พูดอะไร  เขาเพียงแต่นั่งเอนหลัง  พริ้มตาอย่างเงียบงัน  สงบนิ่ง  ปล่อยให้แสงจันทร์ผสานแสงไฟประดิษฐ์ลูบผ่านร่าง  น่าแปลกที่แสงนั้นทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนลง  และในบางมุม...ถึงกับอ่อนเยาว์ลง

                เขาดูไม่คล้ายคนที่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น

 

องค์กรนิรนามไม่ใช่สมาคมลับ ‘21’  แต่ความโหดเหี้ยมอำมหิตต่อผู้ทรยศนั้นไม่แผกกัน

            21 มีการลงทัณฑ์เฉือนพันครั้งแล้วจึงให้ตาย  ความตายที่องค์กรนิรนามมอบให้ก็ไม่ง่ายดายเฉกเดียวกัน

                ดังนั้น  น้อยคนจะทรยศ

                ในคนที่ถูกตราหน้าว่าทรยศ  กว่าครึ่งถูกใส่ความ

                พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงผู้ก้าวพลาดในเกมแสวงอำนาจ  เลือกข้างผิดครั้งเดียวหมายถึงชีวิต

                อย่างไรก็ตาม  ในความเป็นจริง  ไม่เลือกข้างก็ไม่ได้  เพราะการจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในองค์กร  จำเป็นจะต้องหาไม้ใหญ่สักต้นเป็นหลัก

                ต้นกล้าเล็กหากไม่มีเงาไม้ใหญ่บังลมฝน  ไม่ช้าก็ต้องตาย

 

“ผมไม่เคยทำผิดต่อองค์กร !  แล้วทำไม...ทำไมถึง...”

            ชอว์ มัลล็อก ตะโกน  กระชากโซ่ตรวนที่พันธนาการมือเท้า  ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างทำให้เขาต้องกัดฟัน  ในที่สุดก็ส่งเสียงครวญคราง  จนถึงตอนนี้เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  ว่านี่คือความจริง...ว่านี่คือวันสุดท้ายในชีวิตของเขา

                ที่ผ่านมา  ชอว์ทำงานให้องค์กรอย่างสัตย์ซื่อ  เคยเสี่ยงชีวิตมาหลายครั้ง  ผู้มีอำนาจในองค์กรหลายคนชื่นชอบเขา  อีกหลายคนชื่นชมความสามารถของเขา  ต้นปีนี้  แม้แต่หลงจู๊ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโรงรับจำนำนิรนามยังเชื้อเชิญเขาไปเป็นผู้ช่วย  ใครก็ว่า...เขาคือต้นกล้าเล็กที่อนาคตไกลที่สุดต้นหนึ่ง

                แต่แล้ว  เขากลับกลายเป็นผู้ทรยศต่อองค์กร

                “ที่ผ่านมาคุณก็สนับสนุนผมมาตลอด  คุณเองก็รู้ว่าผมไม่เคยคิดทรยศองค์กร”  ชอว์เอ่ยลอดไรฟัน  “ช่วยเป็นพยานให้ผมด้วย  บอกพวกเขาสิ !  ที่ผมทำ...ผมทำตามคำสั่งคุณ !”

                เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำเข้มของผู้อยู่เบื้องหน้า  มันดูจะดำมืดยิ่งกว่าความมืดภายในห้องลงทัณฑ์

                เหตุที่เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน  จนกระทั่งมาถูกจับที่แอนลิงก์  เป็นเพราะเขาทำตามคำสั่งลับของหลงจู๊ที่ถูกย้ายมาประจำที่แอนลิงก์ผู้นี้  ไม่ใช่ลักลอบทำเอง

                เขาขายรหัสลับขององค์กรให้ศัตรู  หลงจู๊เป็นผู้บอกเองว่านั่นเป็นแผนการประเภทหนึ่ง...

                “ฉันเคยสั่งอย่างนั้นด้วยรึ”

                “คุณ... !”

                เขาไม่เคยเฉลียวใจเลย  ว่าคำสั่งนั้นแท้จริงเป็นกับดัก

                เขายินยอมให้ตนเองถูกจับที่เขตนี้  เพราะเป็นเขตปกครองของผู้ที่ออกคำสั่งลับแก่เขา  แต่ทว่า...

                “ผู้ทรยศต่อองค์กร  ต้องรับโทษตาย”  หลงจู๊มองเขาด้วยหางตา

                “เฮย...ทำไม...  ผมไม่เคยทำผิดต่อองค์กร  ไม่เคยทำผิดต่อคุณ  แล้วทำไม...”

                ถึงตอนนี้  ชอว์เริ่มเข้าใจแล้ว  แม้จะไม่อยากเชื่อ  แต่เขาก็เริ่มเข้าใจแล้ว

                ใช่  มันเป็นแผนการประเภทหนึ่งจริง ๆ  แต่เป็นแผนการที่วางไว้เพื่อสังหารเขา  ไม่ใช่ศัตรูขององค์กร

                ที่เขาไม่เข้าใจก็คือ  ทำไม

 

ชอว์ยังคงมองหลงจู๊ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

                เฮย...หลงจู๊ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกค่อนข้างผิดแปลกผู้นี้  คือคนแรกที่ชอว์เข้าพึ่งพิง  และต่อมาก็เป็นผู้อุ้มชูสนับสนุนเขา  ตั้งแต่เริ่มเข้าองค์กร  เขาก็ได้หลงจู๊ผู้นี้ช่วยเหลือ  จนกระทั่งก้าวหน้า  ได้รับความไว้วางใจจากคนอื่น ๆ ในองค์กร  อนาคตของเขารุ่งโรจน์เกินสมาชิกรุ่นเดียวกัน  แม้แต่หลงจู๊ที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างเสือเฒ่าแห่งสาขาฮ่องกงยังเข้ามาดึงเขาไปเป็นผู้ช่วย  นี่เป็นเกียรติอันน่าภาคภูมิสำหรับบุคลากรเล็ก ๆ อย่างเขา  แต่เขาก็ไม่ได้ลืมว่าใครเป็นผู้ผลักดันเขาขึ้นมาถึงจุดนี้

                เขายังมาขออนุญาตจากเฮยก่อนรับตำแหน่งผู้ช่วยหลงจู๊สาขาฮ่องกง

                ครั้งนั้น  เขาจำได้ว่าเฮยยังยิ้มแย้ม  รับปากจะสนับสนุนเขาให้ได้ดี

                เพราะฉะนั้น  เขาถึงได้ยอมปฏิบัติงานตามคำสั่งของเฮยอีกครั้ง  จากเดิมที่ตั้งใจจะลาทันที

                แล้วทำไม...

 

เฮยสั่งให้ผู้ลงทัณฑ์ออกไปจากห้อง

                ในที่สุด  ห้องลงทัณฑ์ที่มืดอับก็เหลือเพียงเขา  ชอว์  และผู้หญิงอีกคน

                แต่เดิม  ชอว์ไม่ได้สนใจผู้หญิงคนนั้น  แต่เมื่อมองแล้วก็ไม่อาจละสายตา  อาจเพราะเธอเป็นผู้หญิงสวย...  ความสวยของเธอแฝงความนุ่มนวลที่ชวนให้หัวใจอบอุ่นชนิดหนึ่ง  ไม่รู้เพราะเหตุใด  เพียงได้มอง  หัวใจของเขาก็สงบลง

                ในห้องลงทัณฑ์  สารพัดเครื่องมือลงทัณฑ์สะท้อนประกายแสงจากหลอดไฟเปลือย  ภาพสิงห์หัววิหคซึ่งเป็นสัญลักษณ์ขององค์กรนิรนามถูกแขวนห้อยลงมาจากเพดานราวกับเป็นภาพวาดเทพเจ้า  กลิ่นธูปกลิ่นกำยานกระจายคลุ้งเคล้ากลิ่นเลือด  แม้ผู้ลงทัณฑ์จะล่าถอยออกจากห้องแล้ว  แต่ความน่าสะพรึงไม่ได้ลดลง 

                ห้องลงทัณฑ์นี้  ถูกจัดจนคล้ายห้องพิธี  เปี่ยมด้วยบรรยากาศลี้ลับชวนขนหัวลุก

                บรรยากาศเช่นนี้ใกล้เคียงกับบรรยากาศในห้องทำพิธีสาบานตนเข้าองค์กร...            

                ชอว์เคยเป็นหนึ่งในผู้เฝ้ามอง  ขณะที่คนทรยศถูกลงทัณฑ์ขั้นสูงสุด  ไม่นึกว่าวันนี้ตนเองก็ต้องกลายมาเป็นผู้ถูกลงทัณฑ์

                เขาขยับตัว  โซ่ตรวนหนักอึ้งกระทบกัน  โซ่เหล่านี้โยงยึดร่างของเขาไว้ในท่ายืน  และจะยังคงยึดไว้เช่นนั้นจนกระทั่งเขาตาย

                “ทำไมคุณถึงทำแบบนี้”  เขาถามเฮยด้วยน้ำเสียงที่สงบจนแม้แต่ตนเองยังประหลาดใจ

                เฮยนั่งลงบนเก้าอี้ที่หญิงสาวคนสวยปูผ้ารอง  ยกขาขึ้นไขว่ห้าง  มองคนด้วยหางตา

                ชอว์แค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง  “ผมคิดยังไงก็หาคำตอบไม่ได้...คุณสอนผมมาหลายเรื่อง  คราวนี้ทำไมไม่สอนผมอีกล่ะ”

                “เธอผิดพลาดไปสามข้อ”  เฮยเอ่ย  มือที่ไว้เล็บนิ้วก้อยยาวลูบไล้ผมของตนเองเล่นอย่างแผ่วเบา

                เนื่องจากเขาเป็นบุรุษ  กิริยาเช่นนี้จึงชวนให้ ‘ขนลุก’ ไม่ใช่น้อย

                “ข้อแรก  รู้มากเกินไป”  เฮยหยุดลูบเส้นผม  “ข้อที่สอง  โตเร็วเกินไป”

                ชอว์สูดลมหายใจเข้าปอดที่บอบช้ำ  ก่อนจะไอและถ่มเสมหะออกมา  ในเสมหะนั้นมีเลือดปน

                “และข้อสุดท้าย  เธอไม่ควรมีสองนาย”  เฮยมองชอว์ตรง ๆ  “ถ้าไม่มีข้อนี้  ก็ไม่ต้องตายแล้ว”

                ชอว์ไม่เข้าใจข้อสุดท้าย  “ผมไม่ได้ทรยศองค์กร !”

 

4.

หลงจู๊พาเธอมาทำไม…เขาไม่ควรพาเธอมา

            เมื่อทัณฑ์ประหารเริ่มขึ้น  หญาไม่อาจทนดู  เธอถลันออกไปข้างนอก  แต่เสียงโหยหวนของผู้ถูกลงทัณฑ์ยังคงตามติด

                ชอว์ มัลล็อก  ผู้ชายชาวตะวันตกคนนั้นไม่เข้าใจอะไรเอาเสียเลย  จนตายแล้วก็ยังไม่เข้าใจ

                แต่นั่นอาจเป็นเพราะเขามีระบบความคิดเช่นชาวตะวันตก

                หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจระบบความคิดของผู้ที่สนับสนุนเขาขึ้นมา

                หญาเคยเห็นผู้ชายคนนี้หลายครั้ง  แต่เขาไม่เคยสังเกตเห็นเธอ  เขาเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลและมีความสามารถคนหนึ่ง  แต่เขาสังเกตน้อยเกินไป  เขาเก่ง  ไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าหาโอกาส  แต่กลับไม่รู้ใจนาย  หากเขาไม่ใจร้อนรับข้อเสนอของหลงจู๊สาขาฮ่องกงและผละจากผู้ที่ปั้นเขาขึ้นมาอย่างง่ายดายเช่นนั้น  เขาก็คงไม่ต้องตายแล้ว

                โดยมาก  เจ้านายต้องการความภักดีจากลูกน้อง  เจ้านายที่ทุ่มให้มากก็ยิ่งต้องการความภักดีจากลูกน้องมาก      ‘อนุญาต’ ไม่ได้หมายถึง ‘ให้กระทำ’

                นอกห้องลงทัณฑ์เป็นลานมืด  เจ้าหน้าที่ขององค์กรหลายนายยืนอยู่ในความมืด  หญามองไม่เห็นพวกเขา  แต่รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมายังเธอ

                ...ตัวเธอเองก็คงหลุดพ้นจากบ่วงมืดนี้ไม่ได้

                ยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไร  ยิ่งรู้ความลับของเจ้านายมากเท่าไร  หนทางเป็นอิสระก็ยิ่งริบหรี่

                หรือว่าเขาพาเธอมาเพื่อย้ำเตือนถึงเรื่องนี้  เพื่อจะบอกเธอว่า  หากเธอคิดไป  เธอก็จะมีจุดจบแบบเดียวกัน

                คงไม่ใช่  เขาควรรู้  เขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย

                หญาเข้าใจสาเหตุการตายของ ชอว์ มัลล็อก  แต่เธอไม่เห็นด้วยกับการตายครั้งนี้  และยิ่งไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้านาย  ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย  นี่คือการฆ่าที่เหี้ยมโหดและไม่เป็นธรรม

                รู้ทั้งรู้ว่าคนไม่ได้ทรยศ...ก็ยังฆ่า !

                ชอว์ไม่ควรปฏิบัติตามคำสั่งสุดท้ายนั้นเลย  ในสายตาของหญา  เขาตายเพราะใจที่ยังมีความกตัญญูของเขาเอง  หากเขาตกลงใจจะไปแล้ว  เขาไม่ควรกลับมารับคำสั่งของนายเก่า  เขาไม่ควรกลับมาอีกเลย

                หญาอยากย้อนเวลากลับไป

                หากเธอรู้เรื่องที่ชอว์ถูกจับล่วงหน้า...เธอจะต้องหาทางช่วยเขาแน่นอน

               

5.

คราบเลือดหายไปแล้ว

            เช้านี้  ห้องตีราคาของโรงรับจำนำสะอาดสะอ้าน  บรรยากาศสงบ  กลิ่นไม้หอมลนไฟเจือจางอยู่ในอากาศ

                เหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันวาน  คล้ายเป็นวิญญาณที่ยังวนเวียน  ไม่เห็นร่องรอย  แต่สัมผัสได้

                หญาผลักประตูเข้ามาภายในโดยไร้เสียง  เธอเองก็คล้ายวิญญาณสายหนึ่ง  เธอเคลื่อนตัวไปยังตั่งที่ว่างเปล่า  นั่งลง

                ตั่งนี้เธอไม่ควรนั่ง  แต่ก็ยังคงนั่งลงไป

                ภาพที่เธอเห็น  คือภาพที่หลงจู๊เห็นเมื่อวันก่อน

                เหตุการณ์วันก่อนยังคงสร้างความสะเทือนใจให้กับเธอเมื่อย้อนนึกถึง  จริงอยู่  ความตายของคนไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกัน  แต่หากเปรียบ  ความตายรายแรกยังคงส่งผลกระทบกับเธอมากกว่ารายหลัง

                หญายังนั่งอยู่บนตั่ง  ขณะที่เงาร่างอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้นภายในห้อง

 

                เป็นหวูผิงเฟย

                หวูผิงเฟยที่เป็นคน  ไม่ใช่วิญญาณ

 

                หวูผิงเฟยหยุดยืนกลางห้อง  มองหญาด้วยดวงตาที่เกือบจะไร้อารมณ์  แม้จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดกระโปรงธรรมดา  แต่เท้าน้อย ๆ ของเธอยังคงอยู่ในรองเท้าปักงามวิจิตร

                เมื่อวาน  ผู้ตายคือพ่อของเธอ  ไม่ใช่ตัวเธอ

                “ทำไมไม่ปล่อยให้พ่อฆ่าฉัน”  เธอถามหญา  “ลูกสาวที่ไร้ประโยชน์สมควรตาย”

                เมื่อวาน  หลังถูกปฏิเสธ  คนแซ่หวูชักปืนจ่อหัวลูกสาวตัวเอง  ตั้งใจฆ่าเธอต่อหน้าหลงจู๊  การแสดง ‘ความจริงใจ’ ประเภทนี้ใช้ได้กับคนบางประเภท  เช่น  คนอย่างเถ้าแก่ใหญ่คนก่อน  ผู้ยังชื่นชอบและชื่นชมประเพณีโบราณคร่ำครึทั้งหลาย...ซึ่งรวมไปถึงการ ‘มัดเท้า’ สตรี

                คนแซ่หวูกับคนอย่างเถ้าแก่ใหญ่คนก่อน  เป็นคนประเภทเดียวกัน

                แต่คนอื่นไม่ใช่

                เพราะฉะนั้น  คนแซ่หวูจึงต้องตาย

                คนแซ่หวูคิดยิงลูกสาว  แต่ยังไม่ทันเหนี่ยวไก  ตัวเขากลับเป็นฝ่ายถูกยิง  ถึงตายแล้ว  ในดวงตาก็ยังปรากฏแววไม่ยินยอมเชื่อ

                บางที...ในอดีต  ชายผู้สละได้แม้ชีวิตลูกในไส้อาจเป็นวีรบุรุษ  ควรค่าแก่การเชิดชูใช้สอย  แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปนานแล้ว  ใจคนก็เปลี่ยนไปด้วย

                บางที  ในสายตาคนยุคนี้  คนอย่างคนแซ่หวูและเถ้าแก่ใหญ่คนก่อน  อาจเป็นคนที่น่าขบขันและน่ารังเกียจที่สุด

                “ฉันยินดีให้พ่อฆ่าฉัน”  หวูผิงเฟยหยุดยืนยังตำแหน่งที่เธอยืนเมื่อวาน  “หลงจู๊ฆ่าพ่อของฉันทำไม”

                “ถ้าคุณเข้าใจว่าหลงจู๊ทำเพื่อช่วยคุณ  คุณกำลังเข้าใจผิด”  หญาลุกจากตั่ง  ความตายของคนแซ่หวูทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจ  สาเหตุของความสะเทือนใจนั้นอาจมาจากความสมเพช  เธอไม่แน่ใจ  แม้แต่เธอก็ไม่รู้ใจตัวเอง

                “งั้นเขาทำทำไม”

                “ดิฉันไม่ทราบค่ะ”  ใจตัวเองเธอยังไม่รู้  จะให้ตอบแทนใจหลงจู๊คงเป็นไปไม่ได้  “แต่หากดิฉันเป็นคุณ  ดิฉันจะรีบหนีไปให้ไกล  ไม่รั้งอยู่ที่นี่เด็ดขาด”

               

ก่อนออกจากห้อง  หญามองเท้าของหวูผิงเฟย

                “ใครเป็นคนมัดเท้าให้คุณคะ”

                “แม่ของฉันเอง”  เธอตอบ

                ...สีหน้าของเด็กสาวแฝงแววภาคภูมิ

 

****************************

 EVE:  ลงช่วงนี้  น่าเขียนถึงเทศกาลตรุษจีนนิเรา...................

เรื่องฝั่งเฮยนี่เขียนทีไรงงทุกที  @_@" เขียนเองงงเองอะค่ะ  ทั้งที่การดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเป็นพิเศษ  แต่เขียนยากง่ะ  เขียนไป ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่า...ทำไมมันเป็นงี้ฟระ !!! /ทุบพื้น

- ในบรรดาตัวประกอบ  ยกให้น้องหวู(ผิงเฟย)นี่แหละเพี้ยนสุด

- ตัวประกอบในตอนนี้  จะมีบทบาทในเรื่องต่อ ๆ ไปด้วย

- ถึงจะใช้ชื่อตอนว่า 'ใจ' แต่จบตอนไปแล้วยังไม่ได้เจาะลึกใจของใครสักคนเลย...แอร๋ย...orz *ทรุดฮวบ*

- 'สมาคม 21' เนี่ย...แหะ ๆ...ชื่อที่คุ้นกันก็คือ 'อั้งยี่' นี่แหละค่ะ  ส่วนเรื่องของเท้าดอกบัวทองคำน่ะ  จริง ๆ มันเอ๊าท์ไปตั้งหลายทศวรรษแล้ว !!!  แต่สมมติว่ายังมีเจ้าพ่อเพี้ยน ๆ ที่ยังชอบอยู่ก็แล้วกันนะ (ฮา)

 

+ ขอบคุณทุก ๆ คอมเมนต์ในเอนทรี่ก่อน ๆ นะคะ  อ่านซ้ำไปตั้งหลายรอบ ;v;

++ เรื่องของซุยกับเฮย  ถึงจะเหมือนไปกันคนละทาง  แต่ว่าจริง ๆ ก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง เพราะเฮยจะไปโผล่ในเอนทรี่ของซุยด้วย (...บางตอน เช่น ตอนที่ 1 ของซุย)  ยังไงก็ขอฝากทั้งสองคนไว้ด้วยนะคะ  ,,- -,, ขอบคุณที่ติดตามค่ะ